วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

CIMBT ลดค่าธรรมเนียมโอนเงินในอาเซียนเหลือ 200 บ.จาก 500 บ.ถึงสิ้นปี 57

อังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ 2557 14:52:10 น.

        ม.ล.ณัฏฐ์ชัญญา ทวีวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารธุรกรรมการเงินธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผยว่า ในปี 57 ธนาคารได้ออกโปรโมชั่นพิเศษให้ลูกค้าที่ต้องการโอนเงินไปต่างประเทศ โดยลูกค้าที่มาใช้บริการโอนเงินออกไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ พม่า ลาว กัมพูชา บรูไน ฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม ไม่ว่าจะโอนผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร หรือทำธุรกรรมผ่านอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้ง (ASEAN Payment Campaign) ธนาคารคิดค่าธรรมเนียมราคาพิเศษเพียง 200 บาท/รายการ ลดลงจากปกติ 500 บาท/รายการ โดยไม่จำกัดจำนวนเงิน (วงเงินในการโอนขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การโอนตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย) ตั้งแต่วันนี้-31 ธ.ค.57
ขณะเดียวกัน ธนาคารต้องการกระตุ้นให้ลูกค้าหันมาใช้บริการอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้งกันมากขึ้น จึงออกโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่ใช้บริการธุรกรรมการโอนเงินออกต่างประเทศผ่านทางอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้ง ธนาคารคิดค่าธรรมเนียมโอนไปยังประเทศใดก็ได้ในโลกในราคาพิเศษ 250 บาทต่อรายการ จากปกติ 500 บาทต่อรายการ โดยไม่จำกัดจำนวนเงิน (พิเศษไปอีกขั้นโอนไปในภูมิภาคอาเซียน ค่าธรรมเนียมที่ 200 บาทต่อรายการ)
       พร้อมกันนั้น ลูกค้าที่โอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้งกรณีโอนเงินหรือรับเงินโอนจากต่างประเทศไม่เกิน 50,000 เหรียญสหรัฐหรือเทียบเท่า *ไม่ต้องส่งเอกสารประกอบการโอนเงิน ตั้งแต่วันนี้ - 31 ธ.ค.57 (*วงเงินและวัตถุประสงค์การโอนเงินให้เป็นไปตามระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทย)
       “หนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของปี 57 คือ การเชื่อมโยงเครือข่ายทั่วอาเซียนเพื่อมอบบริการที่สะดวก รวดเร็ว คล่องตัวให้แก่ลูกค้า ควบคู่ไปกับการนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษสำหรับธุรกรรมที่เกิดขึ้นภายในอาเซียนเพื่อให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงเอกสิทธิ์เหนือระดับที่ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย สมาชิกกลุ่มซีไอเอ็มบีที่มีเครือข่ายแข็งแกร่งที่สุดในอาเซียนยินดีมอบให้" ม.ล.ณัฏฐ์ชัญญา กล่าว
        อนึ่ง สำหรับการแปลงค่าสกุลเงินบาทเป็นเงินตราต่างประเทศ ธนาคารจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ลูกค้าได้ทำการตกลงไว้กับธนาคาร หรือเจ้าหน้าที่ธนาคารจะติดต่อลูกค้ากลับเพื่อยืนยันอัตราแลกเปลี่ยนแล้วแต่กรณี


ที่มา:http://jo.klongjan.com/go.php?to=http://www.ryt9.com/s/iq05/1829450


วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557

CIMBT มองโอกาส กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25%หลังคาดศก.ไทย H1/57เข้าสู่ภาวะถดถอย

นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัย เศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (CIMBT)คาดว่า มีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 12 มี.ค.57 โดยพิจารณาจากการหดตัวของอุปสงค์ในประเทศ ขณะที่ภาระดอกเบี้ยจากหนี้ครัวเรือนทำให้คนไม่จับจ่ายใช้สอย ซึ่งการลดดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ส่วนสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มผ่อนคลาย อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งความกังวลต่อเงินทุนไหลออกในระยะสั้นมีไม่มากนัก จึงน่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้
สำนักวิจัยฯ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เพราะไร้ปัจจัยที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Growth engine) เนื่องจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ซบเซา ซึ่งเห็นสัญญาณชัดตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว
ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาครัฐชะงักลงจากการที่รัฐบาลยังจัดตั้งไม่ได้ เมื่อผนวกเข้ากับปัญหาทางการเมืองยิ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นทำให้คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยหรือลงทุน ส่วนการส่งออกที่หลายสำนักมองว่าจะเป็นพระเอกฉุดเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นนั้น สำนักวิจัยฯกลับมองว่าการส่งออกดูดีในทางเทคนิคเท่านั้น แต่อันที่จริงแล้วน่าเป็นห่วง
ทั้งนี้ สำนักวิจัยฯคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจครึ่งปีแรกจะถดถอย โดยอาจหดตัว 1.6% ในไตรมาสแรก และหดตัว 0.3% ในไตรมาส 2 แต่เชื่อว่าถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จภายในไตรมาส 3 และฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาได้ เศรษฐกิจจะกลับมาเร่งตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้มองว่าทั้งปี 2557 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 2.4% ซึ่งเป็นการปรับลดประมาณการที่เคยคาดการณ์การเติบโต จีดีพี ปี 2557 ไว้ที่ 3.4% เมื่อเดือนก.ย.ปีที่แล้ว
“อย่างไรก็ดี น่าหวั่นใจว่า ถ้าปัญหาการเมืองยืดเยื้อและไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในไตรมาส 3 มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรามองว่ากรณีเลวร้ายที่สุด จีดีพีปี 2557 อาจหดตัว1% เพราะผลกระทบทางการเมืองต่อเศรษฐกิจครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม" นายอมรเทพ กล่าว
นายอมรเทพ กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ลงทุนลดลง เศรษฐกิจในประเทศอ่อนแอ ซึ่งดูผิวเผินจะคล้ายกับเหตุการณ์ในอดีต หากแต่ครั้งนี้แตกต่างออกไปจากเดิมตรงที่ภาคการส่งออกของไทยครั้งนี้อ่อนแอมาก จนไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เหมือนก่อน โดยเฉพาะถ้าประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุนจะย่ำแย่ลงไปอีก
สำหรับภาคการส่งออกที่ดูว่าเป็นบวกนั้น ยังไม่สะท้อนภาพความเป็นจริง เพราะการส่งออกไม่ดี แต่การนำเข้าที่แย่กว่า ทำให้เมื่อบวกลบแล้ว ภาคการส่งออกสุทธิยังดูดีอยู่ นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้วค่าเงินบาทอ่อนค่า ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว แต่ไทยกลับส่งออกได้ไม่ดีนัก สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกไม่ได้เอื้อต่อการส่งออกของไทย
อีกทั้งเรามีปัญหาโครงสร้างการส่งออก สินค้าส่งออกของไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เทคโนโลยีล้าสมัย ไทยส่งออกสินค้าที่ความต้องการโลกลดลง เราส่งออกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แต่ตลาดโลกเปลี่ยนไปต้องการสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ซึ่งเราไม่มีความสามารถในการแข่งขันมากนัก ส่วนการส่งออกยางพาราก็ติดลบ ทั้งที่เป็นสัดส่วนสำคัญของการส่งออก
และตลาดส่งออกของไทยกระจายไปภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น และส่งออกไปสหรัฐและญี่ปุ่นลดลง แต่การฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกรอบนี้มาจากเศรษฐกิจกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้น จึงคาดว่าการส่งออกของไทยครั้งนี้ไม่น่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเท่าที่ควร
สำหรับข้อกังวลที่หลายคนวิตกว่า ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหรือไม่นั้น สำนักวิจัยฯ มองว่า เมื่อเปรียบเทียบไทยกับประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลด “มุมมอง" จากเสถียรภาพเป็นเชิงลบ จากความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นและจากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง อย่างไรก็ดี บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือกำลังทบทวน “มุมมอง" เท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นทบทวน “อันดับความน่าเชื่อถือ" ทว่า หากปัญหาทางการเมืองยืดเยื้อต่อไปภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า อันส่งผลต่อเศรษฐกิจและกระทบความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง มีความเสี่ยงอย่างมากที่ไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ
ด้านทิศทางค่าเงินบาท แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีเงินสำรองต่างประเทศสูง และหนี้ต่างประเทศระยะสั้นของไทยมีไม่มาก จึงดูเหมือนว่าไทยมีภูมิคุ้มกันจากภาวะความผันผวนของตลาดเงินต่างประเทศหากมีการถอนมาตรการ QE ที่แรงขึ้น
อย่างไรก็ดี ไทยไม่สามารถหนีวิกฤตเงินไหลออกได้ เพราะนักลงทุนต่างชาติอาจถอนเงินลงทุนจากตลาดเกิดใหม่ทั้งกระดาน โดยไม่ดูเสถียรภาพของประเทศมากนัก ที่น่าจับตาคือ การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯที่จะประชุมวันที่ 19 มี.ค. 2557 ซึ่งตลาดคาดกันว่าอาจจะถอนหรือลดมาตรการ QE หนักกว่าเดิม จนนักลงทุนตระหนกและถอนเงินออกจากตลาดเกิดใหม่มากขึ้น จึงอยากเตือนนักลงทุนว่า ถ้าสหรัฐฯถอนมาตรการ QE และหยุด QE เร็วกว่าที่หลายคนคาด คือ กลางปีนี้ เงินจะไหลออกจากภูมิภาคมากขึ้นและเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าได้
สำนักวิจัยฯ มองว่า ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าแตะ 33.50 บาท/เหรียญสหรัฐในไตรมาสแรก และอาจอ่อนค่าไปถึงระดับ 34.00 บาท/เหรียญสหรัฐในสิ้นปีนี้ หรืออ่อนค่ามากกว่านี้หากเกิดวิกฤตการเงิน ซึ่งรอบนี้อาจได้รับขนานนามว่าเป็น “International Buffet Crisis" ไม่ใช่เพียง Hamburger Crisis หรือวิกฤตต้มยำกุ้งเหมือนในอดีต





      ที่มา:  http://jo.klongjan.com/go.php?to=http://www.ryt9.com/s/iq03/1846969

วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557

ผู้ต้องการใช้เงิน ห้ามพลาด!!! ธนาคาร CIMBTเค้ามีโปรโมชั่นดีๆดอกเบี้ยถูกๆในการปล่อยสินเชื่อมานำเสนอ

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้าที่มีความต้องการใช้เงิน โดยออกโปรโมชั่น "สินเชื่อบุคคลเพอร์ซันแนลแคช..โปรดี เลือกได้"มีให้เลือกทั้ง "ดอกเบี้ยพิเศษ 18%" หรือจะเลือก "ลดดอกเบี้ย 4%" ก็ได้ และโปรโมชั่น "บัตรสิน

18/03/57

นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า กลยุทธ์การทำธุรกิจสินเชื่อบุคคลในปีนี้ของธนาคาร คือ การจัดกลุ่มลูกค้าในพอร์ต (segmentation) แล้วออกแบบผลิตภัณฑ์หรือโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มซึ่งมีความต้องการเฉพาะตัว โดยจะผนึกกำลังพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ เพื่อนำเสนอให้แก่ลูกค้าซึ่งธนาคารจะบุกและทำการตลาดเป็นกลุ่มๆไป โดยพิจารณาจากจังหวะ เทศกาล และสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลาซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

"ขณะนี้อยู่ในช่วงที่ลูกค้าชะลอการใช้จ่าย ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะใช้เงิน เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกันเรื่อยมาตั้งแต่ปีที่แล้วมาจนถึงปีนี้ ระบบธนาคารเริ่มพูดกันถึงสัญญาณผิดนัดชำระของลูกค้า สำหรับธนาคารเองพบว่ายอดสมัครเข้ามาน้อยลง แต่ในฐานะธนาคารไม่ถึงกับหยุดปล่อยสินเชื่อ เพราะคนยังมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าศึกษาเล่าเรียนบุตร ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่ารักษาพยาบาล บางคนต้องการนำเงินไปลงทุนซึ่งธนาคารก็เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงของลูกค้า ธนาคารจึงอยากให้โอกาส นโยบายของเราตอนนี้มุ่งเน้นลูกค้าคุณภาพ มีศักยภาพ มีวัตถุประสงค์ในการใช้เงิน" นายอดิศร กล่าว

นางสาวอรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า แม้ในสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ธนาคารยังเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการใช้เงิน และต้องการตอบแทนลูกค้าที่ดี มีวินัยในผ่อนชำระ จึงได้ออกโปรโมชั่นลดภาระดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับลูกค้าที่มีความต้องการใช้เงินด้วย 2 โปรโมชั่นหลัก ได้แก่ สินเชื่อบุคคลเพอร์ซันแนลแคช และ บัตรสินเชื่อบุคคลเอ็กซ์ตร้าแคช

สำหรับ "สินเชื่อบุคคลเพอร์ซันแนลแคช..โปรดี เลือกได้" ซึ่งประกอบด้วย 2 ทางเลือก ทางเลือกที่ 1 คือ ดอกเบี้ยพิเศษ 18% ต่อปี สำหรับลูกค้าที่ได้รับอนุมัติวงเงิน 300,000 บาทขึ้นไป ระยะเวลาผ่อนชำระตั้งแต่ 12-36 เดือน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าตลาด ทางเลือกที่ 2 คือ ลดดอกเบี้ย 4% ต่อปี สำหรับวงเงินอนุมัติตั้งแต่ 90,000 บาทขึ้นไป เมื่อลูกค้าผ่อนชำระดีในช่วง 6 เดือนแรก ลูกค้าจะได้รับส่วนลดดอกเบี้ย 4% ต่อปีในเดือนที่ 7-12 รวมระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจะช่วยลูกค้าประหยัดดอกเบี้ยลงได้มาก

อนึ่ง โปรแกรมส่งเสริมการขายนี้ลูกค้าสามารถเลือกได้ 1 ทางเลือก สำหรับผู้ที่สมัครสินเชื่อบุคคลตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ก.ค.2557

ตารางสรุปอัตราดอกเบี้ย

พร้อมกันนี้ ได้ออกโปรโมชั่น "บัตรสินเชื่อบุคคลเอ็กซ์ตร้าแคช...คืนดอกเบี้ย 50% 2 รอบบัญชี" โดยลูกค้าจะได้รับคืนดอกเบี้ย 50% ใน 2 รอบบัญชีเมื่อโอนเงินก้อนแรกเข้าบัญชี และยังได้รับฟรี หมอนดอกไม้ P-Loan Pillow เมื่อมียอดโอนเงินก้อนแรกเข้าบัญชีมากกว่า 100,000 บาทขึ้นไป สมัครง่าย เพียงมีรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าธรรมเนียมรายปี และค่าอากรแสตมป์ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ก.ค.2557




                                                            

       ที่มา :http://www.cimbthai.com/CIMB/news/press_release/4578/